
.png)
Fallen Ages of Varnhem Realm

โอ้ เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวเอ๋ย
เสียงนั้นพร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ว่าอย่าตื่นลืมตาขึ้นมาเลย
โอ้ เด็กน้อยผู้น่าสงสารเอ๋ย
จงหลับใหลอย่างสงบ ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
จดจำโลกทัศน์ที่สวยงาม
ลิ้มรสชาติแห่งความปิติยินดี
โอ้ เด็กน้อยผู้หลงทางเอ๋ย
อย่าได้ลืมตาขึ้นมาเลย
มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรมชาติ เวทมนตร์ เผ่าพันธุ์ในเทพนิยายเก่าแก่ มากด้วยความมหัศจรรย์ การคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตดำเนินไปพร้อม ๆ กับกาลเวลาที่ไม่สามารถหวนกลับ ความรุ่งเรืองของเมืองโบราณก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลาย เรื่องเล่าวีรกรรมการกอบกู้มาตุภูมิของเหล่าอัศวิน ความขัดแย้ง ความโลภ ความรัก ปั่นป่วนวุ่นวายเฉกเช่นดินแดนอื่นที่เกิดขึ้นและดับไป
‘วาร์นเฮม’ ดินแดนตกสำรวจขนาดใหญ่กำลังดำเนินไปในช่วงเวลาก่อนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ก่อนการตระหนักรู้ด้านสติปัญญา ในยุคที่มีการปกครองหลากหลายรูปแบบ มากด้วยเผ่าพันธุ์ที่ยากจะนิยามความเป็นมา การใช้เวทมนตร์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต สัตว์ประหลาดดุร้ายมากมาย รวมทั้งคำสาปปริศนาที่หาที่มาที่ไปไม่ได้
สงครามอาจนำพาความมืดมิดมาสู่ดินแดนอันสงบสุข ‘หมอกมรณะ’ ปรากฏขึ้นอย่างเป็นปริศนา เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าเข้าปกคลุมพื้นแผ่นดิน กัดกินต้นไม้ สัตว์ป่า บ้านเมือง ทุกสิ่งที่หมอกมรณะสัมผัสจะกลายเป็น ‘คำสาป’ ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ บ้างเกิดโรคระบาดในกลุ่มสิ่งมีชีวิต ไร้หนทางรักษา ผู้คนต่างหนีตายย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิด เหล่าผู้ที่ศรัทธาในคำสอนของเทพเจ้าเชื่อว่าจุดจบของวาร์นเฮมกำลังจะมาถึงในไม่ช้า หลายคนล้มเลิกความฝันแล้วเปลี่ยนมาใช้ชีวิตรอความตาย เหล่าผู้ที่สูญเสียโอดครวญร่ำไห้โทษฟ้าโทษดินไถ่ถามว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
ไม่มีคำตอบในทุกความสงสัย
ไม่มีการเยียวยาในทุกความคับแค้นใจ
ท่ามกลางความสิ้นหวัง หลังจากกลืนกินผืนแผ่นดินไปส่วนหนึ่ง ‘หมอกมรณะ’ ก็ได้หยุดเคลื่อนไหว ชะลอการรุกคืบข้ามมหาสมุทร กัดกร่อนดินแดนที่ราบสูงทางตอนเหนือเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนจะสงบลง ไม่มีใครทราบว่าเป็นปรากฏการณ์ของอะไร ทำไมหมอกคร่าชีวิตถึงหยุด และทำไมมันถึงไม่หายไป
หมอกมรณะหยุดเคลื่อนไหวมาเป็นเวลานานกว่าร้อยปี จากที่เคยประสบพบเจอเหตุการณ์เลวร้าย จากที่เคยวิตกกังวลและหวาดกลัว ผู้คนต่างปรับตัวและใช้ชีวิตต่อไปท่ามกลางความไม่ไว้วางใจต่อกำแพงหมอกขนาดใหญ่ แม้เหล่าผู้ปกครองจะเคยส่งบุคลากรมากฝีมือเข้าตรวจสอบตามชายแดน แต่ก็ไม่พบสาเหตุหรือได้ข้อสรุปว่าเพราะอะไรมันถึงหยุดเคลื่อนไหว มันเกิดขึ้นจากอะไร และทำอย่างไรมันถึงจะหายไป
เหล่าผู้ปกครองได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องการเฝ้าระวัง แบ่งหน้าที่กันปกป้องประเทศและเสนอหนทางการแก้ไขปัญหา ด้วยพละกำลังของเหล่าอัศวิน ด้วยความชำนาญศาสตร์เวทมนตร์ของเหล่าผู้วิเศษ ด้วยมันสมองอันฉลาดปราดเปรื่องของเหล่านักปราชญ์ ด้วยแรงใจจากประชาชนส่วนมากที่ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือในดารทำความเข้าใจเกี่ยวกับภัยอันตรายที่กำลังพบเจอ ทำให้บ้านเมืองเสียหายน้อยลง ผู้คนมีความตระหนักรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หมอกมรณะ หรือกระทั่งเหล่าผู้ที่ล้มป่วยจากการเข้าใกล้หมอกมรณะโดยไม่ได้ตั้งใจก็สามารถมาให้ทางศาสนจักรช่วยเยียวยาได้
ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากมีข่าวลือว่าเวทมนตร์รักษาธาตุศักดิ์สิทธิ์สามารถช่วยขจัดไอหมอกคร่าชีวิตได้ผู้คนก็เริ่มมีความหวังขึ้นมา ทางศาสนจักรอ้าแขนรับเหล่าผู้ที่สนใจเข้าร่วมเส้นทางแห่งแสงสว่างอย่างเต็มใจ ทั้งนี้ยังแจกจ่ายบทเรียนและความรู้ความเข้าใจต่อการขจัดความชั่วร้าย ขณะเดียวกันทางกองอัศวินได้ประกาศรับสมัครผู้กล้าจำนวนมากมาเข้ากองทัพเพื่อร่วมมือกันต่อสู้กับสัตว์ประหลาดรุกราน เช่นเดียวกันกับเหล่าผู้วิเศษที่ได้แสดงพลังอำนาจเหนือธรรมชาติควบคุมเวทมนตร์เข้าปกป้องประเทศ
แม้ว่าเปลวเพลิงแห่งความหวังได้ถูกจุดติดขึ้นมาใหม่
แต่สำหรับบางคน โลกใบเดิมที่หวงแหนได้แตกสลายไปแล้ว