
.png)
Fallen Ages of Varnhem Realm
เวทมนตร์
พลังงานลึกลับที่หาแหล่งที่มาได้ไม่ชัดเจน มีมานานก่อนที่เผ่าพันธุ์จะรู้วิธีใช้งานมัน จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นและนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ สามารถควบคุม จำกัด และพลิกแพลงจากรูปแบบหนึ่งสู่รูปแบบอื่น ทุกชีวิตเกิดมาพร้อมเวทมนตร์ในตัว จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับ 'โชคชะตา'
คำนิยามที่อธิบายสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์ได้ดีที่สุดก็คือ พลังลึกลับเหล่านั้นมาจาก 'ธรรมชาติ' คือความสร้างสรรค์ของโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่อยากจะคาดเดา บ่อน้ำพุแห่งการรักษาที่น้ำในบ่อสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ อัญมณีสีเพลิงที่มีความสามารถในการควบคุมไฟ ทุ่งดอกไม้แห่งการหลอกลวงที่มักสร้างภาพลวงตาจากเกสรดอกไม้ การที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถใช้ความตั้งใจขั้นสูงในการเคลื่อนย้ายวัตถุโดยไม่สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นความอัศจรรย์แบบไหนล้วนแล้วแต่เกิดจาก 'ธรรมชาติ' ธรรมชาติผู้เป็นเสมือนโลกใบนี้ กำหนดทิศทางลม นำพาภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครต้านทานได้ ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ดินถล่ม พายุในทะเล ยิ่งใหญ่เกินจะรับมือ
หลากหลายงานวิจัยที่ทำการศึกษาเวทมนตร์จนเกิดตำราสอน เกิดการเปลี่ยนสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งอย่างการแปรธาตุ การใช้คาถาหรือท่วงทำนองในการจำกัดพลังเวทให้เป็นรูปธรรม อย่างที่เหล่าผู้วิเศษศึกษาและสร้างบทร่ายเวทขึ้นมามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้ แน่นอนว่าใครก็ตามที่มีความสามารถด้านเวทมนตร์จะได้รับการยอมรับมากกว่าคนที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ การถูกทอดทิ้งอยู่เสมอมักก่อให้เกิดความไม่พอใจ ความคับแค้น และการกล่าวโทษ อย่างไรก็ตามดินแดนนี้คือพื้นที่แห่งการพัฒนาตัวตน ไม่ว่าจะใช้เวทมนตร์ได้หรือไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาหลัก การแสวงหาวิธีเอาชีวิตรอดและการเพิ่มพูนความสามารถของตนเองในรูปแบบอื่นก็มีความหมายไม่ต่างกัน ความพยายาม ความตั้งใจ และการไม่ยอมแพ้ ความมุ่งมั่นเหล่านั้นอาจช่วยให้ตัวตนเกิดการพัฒนาขึ้น
ซึ่งมันอาจเป็นเวทมนตร์ในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้
คอร์
สิ่งเดียวที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าบุคคลใดมีความสามารถในการใช้เวทมนตร์ได้คือ ปริซึมใสหรือที่นิยมเรียกกันว่า 'คอร์' ซึ่งจะได้รับก็ต่อเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
ปริซึมพลังเวท หรือ 'คอร์' จะมีขนาดประมาณ 2 นิ้ว ลักษณะภายนอกคล้ายแท่งแก้ว มีความใส สะท้อนแสง มีความทนทานมากกว่าพอสมควร คอร์แต่ละคนจะรูปร่างรูปทรงแตกต่างกันไป ไม่สามารถเลือกหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ แต่สามารถเปลี่ยนสีได้หลังจากปรับคลื่นพลังข้างในให้เข้ากับความสามารถตนเอง โดยสามารถทำได้ที่สำนักงานกิลด์
ในอดีตผู้คนยังไม่รู้จักคอร์ดีนัก มักถูกนำไปขายหรือทำเครื่องประดับให้ผู้เป็นที่รัก จนกระทั่งมีคนค้นพบความสามารถของมัน คอร์เป็นเหมือนสื่อนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ และผูกติดกับผู้ที่ได้รับมันมา สามารถทำลายได้แต่ผู้เป็นเจ้าของจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อาจเสียสติ เจ็บปวดโดยไม่ทราบสาเหตุตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ หรือกระทั่งเสียชีวิตในทันที
หลังมีการวิจัยคอร์และเผยแพร่บทความออกไป อธิบายถึงความสำคัญ ความสามารถ และข้อควรระวังต่าง ๆ ทำให้ผู้คนแตกตื่นกันยกใหญ่
ข้อมูลพื้นฐานของคอร์ที่ควรทราบคือ
-
เป็นสื่อกลางระหว่างบุคคลกับเวทมนตร์ ผู้ที่จะใช้เวทมนตร์ได้ก็ต่อเมื่อได้รับคอร์มาแล้วเท่านั้น ซึ่งจะมีพลังมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการแสวงหาวิธีพัฒนาตัวตนของแต่ละคน
-
วิธีได้รับคอร์แตกต่างกันไป ส่วนมากได้รับเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 15-18 ปี คอร์จะปรากฏตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของโดยไม่สนเวลาหรือสถานที่
-
แม้ว่าอายุจะมากแล้วก็มีโอกาสได้รับคอร์เช่นกัน แต่จะมีพัฒนาการทางเวทมนตร์ที่ช้ามาก ๆ จนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมามีค่ากว่า
-
-
คอร์ไม่สามารถอยู่ห่างจากเจ้าของเกินในระยะประมาณ 100 เมตร เมื่อออกห่างคอร์จะกลับมาปรากฎตรงหน้าเจ้าของเสมอ เว้นแต่เจ้าของจะถูกทำให้เสียชีวิต คอร์ชิ้นนั้นจะกลายเป็นปริซึมธรรมดาทันที
-
โปรดระวังการถูกล่าเพื่อสะสมคอร์
-
-
สามารถพัฒนาคอร์ได้หลังจากเข้ารับการปรับพลังในกิลด์ ทางกิลด์ค้นพบวิธีดึงศักยภาพคอร์มาใช้งานสูงสุดโดยอาศัยเครื่องมือ 'ห้วงเวลาสีทอง’ นาฬิกาขนาดใหญ่ที่ทางศาสนจักรเป็นผู้ดูแล
-
คอร์จะเปลี่ยนสีไปตามทิศทางการเลือกกิลด์และความสามารถ ยิ่งเลื่อนระดับมากยิ่งมีสีที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น
-
สีไม่มีผลกับความสามารถ
-
ประโยชน์และการใช้งาน


คอร์มีความสามารถมากกว่าเป็นเครื่องประดับหรือสื่อกลางการใช้เวทมนตร์ มันเป็นแหล่งรวมพลังงาน เป็นสิ่งยืนยันตัวตนเพื่อใช้ในการเลื่อนระดับความสามารถ ยิ่งเจ้าของเลื่อนระดับคอร์มากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มขีดจำกัดการใช้พลังของตัวเองมากเท่านั้น สามารถทำให้ใช้เวทมนตร์ได้รุนแรงขึ้น มีความคล่องตัวในการต่อสู้มากขึ้น รวมถึงมีความปลอดภัยในการศึกษาเวทมนตร์ขั้นสูง ไม่ต้องหวั่นกลัวว่าพลังเวทจะสะท้อนเข้าตัวจนแขนขาแยกส่วน
คอร์จะช่วยในการปรับสภาพพลังงานรอบตัวให้เสถียรโดยไม่ต้องบังคับ มักเกิดขึ้นในสภาวะบาดเจ็บสาหัสหรือเจ้าของใกล้เสียชีวิต จะมีความต้านทานเวทมนตร์ระดับต่ำสุดเพื่อประคับประคองพลังชีวิตจนวินาทีสุดท้าย
โดยปกติแล้วคอร์จะมีคลื่นพลังเวทอ่อน ๆ ล้อมรอบเพื่อป้องกันการถูกทำลาย มักพบเห็นในสภาพเรืองแสงจาง ๆ
ทั้งนี้คอร์ยังเป็นเหมือนกระเป๋าส่วนตัว สามารถเรียกใช้งานพื้นที่เก็บของที่มีน้ำหนักไม่เกินเจ้าของได้ บางคนเรียกว่า 'กระเป๋ามิติ' ฟังดูสะดวกสบาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อจำกัดจุกจิก เช่น ไม่สามารถเก็บของได้เกิน 8 ชิ้น ไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิต หรือไม่สามารถเก็บสิ่งใดเพื่อหยุดการเน่าสลายได้ ส่วนมากใช้งานเพื่อเก็บเหรียญ อาวุธ เสื้อผ้า หรือยารักษาโรค
ว่ากันว่าหากเลือกเข้าสังกัด 'กิลด์พ่อค้า' จะสามารถปลดล็อคความสามารถในการเก็บสิ่งของเข้ากระเป๋ามิติได้มากขึ้น!
ธาตุ
เวทมนตร์เป็นคำนิยามพลังงานลึกลับแบบกว้าง หากเจาะลึกลงในพลังงานเหล่านั้นจะพบว่ามีการแยกธาตุธรรมชาติออกมามากมาย โดยพื้นฐานหลัก ๆ จะมีอยู่ 7 ธาตุได้แก่
ธาตุไฟ
สำหรับธาตุไฟเป็นธาตุที่ทุกเผ่าพันธุ์นิยมใช้งานกันมากที่สุด ทั้งให้ความอบอุ่น ให้แสงสว่าง ทำประโยชน์มากมายเพื่อการดำรงชีวิต เป็นธาตุที่ใช้งานง่ายและมีความอันตรายพอสมควร นิยมใช้ในการต่อสู้ ทำสงคราม แต่ถึงอย่างนั้นกลับพัฒนาสู่ระดับสูงได้ยากเพราะความอันตรายที่เกินจะควบคุม หากระดับของคอร์ไม่สูงพออาจทำร้ายได้ทั้งตนเองและคนรอบข้าง มักพบผู้วิเศษหรืออัศวินที่ชำนาญการใช้ธาตุไฟเป็นนักผจญภัยระดับสูงแล้วเท่านั้น
ธาตุน้ำ
ธาตุที่มีความนิยมรองจากธาตุไฟ การใช้งานมุ่งเน้นไปในด้านการดำรงชีวิต การเกษตร การเยียวยา รวมถึงการควบคุมสถานการณ์ขณะต่อสู้ เป็นธาตุที่ใช้งานง่ายและปลอดภัย เหมาะกับนักผจญภัยเริ่มต้น ตามโรงเรียนหรือกองทัพมักใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำในการฝึกฝนควบคุมพลังธาตุ เนื่องจากต้องใช้สมาธิและความละเอียดอ่อนสูง ธาตุน้ำสามารถพัฒนาเป็นน้ำแข็งได้หากผู้ใช้งานมีความสามารถในการควบคุมมากพอ
ธาตุลม
ธาตุที่ได้รับความนิยมเฉพาะเผ่าพันธุ์ และถูกเพิกเฉยมากที่สุด แม้จะมีความสำคัญและอันตรายพอ ๆ กับธาตุไฟก็ตาม เนื่องจากขาดความเข้าใจในธาตุลม บทความอธิบายมีน้อย และผลลัพธ์ที่มองเห็นด้วยตามีไม่มาก ทำให้ผู้ที่ถนัดใช้ธาตุลมมักถูกดูหมิ่น แต่แท้จริงแล้วธาตุลมเป็นธาตุที่ใช้งานยากมากที่สุด การควบคุมอากาศรอบตัวนั้นยากเกินว่าร่างกายมือสมัครเล่นจะรับไหว แต่จากที่กล่าวไปว่าขาดความเข้าใจในการใช้งาน นอกจากสร้างพายุลูกเล็ก ๆ แล้วมักใช้งานในด้านการสนับสนุนธาตุอื่นเสียส่วนใหญ่ หากอดทนก้าวผ่านช่วงฝึกฝนไปได้ จนกลายเป็นผู้ที่ชำนาญการใช้เวทธาตุลมระดับสูงแล้วจะพบว่าการเดินเล่นบนอากาศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ธาตุดิน
ธาตุที่ได้รับความนิยมรองจากธาตุน้ำ มีความเป็นกลางและมั่นคงในระดับหนึ่ง นิยมพบผู้ควบคุมธาตุดินในกองกำลังอัศวิน นักผจญภัยสายป้องกัน คนในเหมืองแร่ ช่างทำอาวุธ หรือเกษตรกร ธาตุดินถูกมองว่าเป็นธาตุที่ควบคุมและหาประโยชน์ใช้งานยาก นอกจากความสามารถเสริมในการควบคุมพืชแล้วธาตุดินถูกนำมาใช้ในการต่อสู้น้อยมาก ทั้งที่ความจริงผู้ใช้งานธาตุดินมักจะเป็นผู้ควบคุมสภาพแวดล้อและชิงความได้เปรียบได้ง่าย พบบ่อยที่จะมีการสร้างกับดักล่วงหน้า การต้อนศัตรูไปยังพื้นที่ที่กำหนด หรือกระทั่งการสร้างกำบังฉุกเฉิน
ธาตุศักดิ์สิทธิ์
ธาตุแห่งแสงสว่างและความศรัทธาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แม้ผู้ใช้งานธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้จะมีจำนวนน้อยมาก แถมมีข้อจำกัดมากมาย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นมีมากเกินจะปล่อยผ่าน หากใครคนไหนพบว่าตัวเองสามารถควบคุมธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้มักถูกเชิญไปฝึกฝนต่อในศาสนจักร เพื่อยกระดับความสามารถไปในทางที่ถูกที่ควร ธาตุศักดิ์สิทธิ์มีผลต่อธาตุมืดมากที่สุด สามารถใช้ในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย สลายคำสาป มีความสามารถในการรักษา แถมยังสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อหลบหนีจากพลังเวทลวงตา เป็นที่ต้อนรับในหมู่นักผจญภัยทุกระดับ
ธาตุมืด
เป็นธาตุธรรมชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายมากที่สุด ทั้งที่ความจริงธาตุมืดไม่ได้มีแต่พลังทำลายเท่านั้น แถมยังเป็นพลังธาตุเฉพาะเผ่าพันธุ์ด้วย ในมุมมองทั่วไปธาตุมืดมักดูน่ากลัว และไม่เคารพต่อความเป็นความตาย แต่ถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียดจะพบว่าธาตุมืดมีความเป็นกลางพอสมควร เพียงแต่ซับซ้อน ใช้เวลากว่าผลลัพท์จะแสดงออกมา เช่นการใช้คำสาปทำลายพิษ การสะกดจิต การควบคุมโครงกระดูกเพื่อต่อสู้แทน การเปลี่ยนสภาพจากสิ่งที่ตายกลายเป็นผีดิบซึ่งเต็มไปด้วยปริศนา ความไม่เข้าใจนำพาไปสู่ความหวาดกลัว แม้ปัจจุบันดินแดนจะเปิดกว้างพอต้อนรับผู้ใช้งานธาตุมืด แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ต่อต้านและปฏิเสธเช่นกัน
ไร้ธาตุ
เวทมนตร์นอกเหนือจากการนำธาตุธรรมชาติมาใช้งาน เป็นพลังเวทที่ทุกคนสามารถใช้งานได้เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ทำความสะอาด เวทมนตร์จัดเก็บของ เวทมนตร์เคลื่อนย้ายฉับพลัน รวมถึงไปการใช้งานในด้านอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ การขนส่ง การก่อสร้าง และอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้คนชีวิตสะดวกสบาย
อย่างไรก็ตามวาร์นเฮมยังมีพลังธาตุมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ไม่ว่าจะธาตุน้ำแข็ง ธาตุพิษ ธาตุสายฟ้า แต่ละธาตุนั้นมีผลกระทบต่อกันและต่อเผ่าพันธุ์พอสมควร ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของแต่ละคน โดยไม่มากเกินร่างกายจะรับไหว สามารถเลือกฝึกฝนได้ตามความต้องการ
ดูอย่างมนุษย์และแอนเธอเรี่ยน ที่มักถนัดใช้งานเวทมนตร์ธาตุไฟมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบต่อธาตุมืด เวเดอร์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถนัดใช้งานธาตุลม แต่ก็สามารถเลือกจะฝึกฝนธาตุที่ไม่ถนัดได้ อย่างเอลฟ์เป็นพวกถนัดใช้ธาตุน้ำและดิน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะพบว่าเอลฟ์บางตนสามารถเรียกสายฟ้าได้
เว้นแต่เผ่าพันธุ์ที่มีธาตุพื้นฐานเป็นธาตุมืดอย่างเช่น แวมไพร์ ผีดิบ มอนสเตอร์ธาตุมืด ที่ได้รับผลกระทบต่อธาตุศักดิ์สิทธิ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เผ่าพันธุ์ธาตุมืดไม่สามารถฝึกฝนการใช้เวทมนตร์ธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้ ซึ่งอาจทำให้พบกับความลำบากในบางครั้ง