top of page

 

แม้จะยังไม่มีการกำหนดเส้นแบ่งระหว่างประเทศที่ชัดเจน แต่ผู้คนต่างใช้วิธี ‘น่าจะเป็น’ มาประเมินแบ่งเขตพื้นที่กันเอง วาร์นเฮมถูกแบ่งออกเป็นทวีปใหญ่ ๆ ได้แก่ วาร์ธานอฟ คาร์เวน คากราเซีย บรูวิก และยังมีพื้นที่ที่มีชื่อเรียกเฉพาะอีกมากมาย

CLIPStudioPaint_ImofCNRxgU.jpg

วาร์ธานอฟ (Varthanov)

ในอดีตเคยเป็นทวีปที่ใหญ่และรุ่งเรืองที่สุด ศูนย์รวมประชากร ปกครองโดยกลุ่มคนชนชั้นสูง เป็นที่ตั้งของ ‘กิลด์สาขาหลัก’ สภาพอากาศอยู่ในเขตร้อน มีการตั้งกำแพงล้อมรอบเมืองหลายชั้นเพื่อจัดสรรบ้านเมืองให้เป็นระบบระเบียบ ปัจจุบันถูกหมอกมรณะกลืนกินไปกว่าครึ่ง ผู้คนอพยพย้ายเข้าเมืองทำให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ กระจายแยกย้ายออกไปตามเมืองที่เข้ามาช่วยเหลือ เมืองเล็ก ๆ ได้รับการจัดการจากผู้ปกครองและเหล่าชนชั้นสูง ทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงเส้นทางเข้าเมืองให้เหมาะสมกับการเดินทางของประชาชนและแขกบ้านแขกเมือง 

แต่ละเมืองมักมีการสร้างกำแพงสูงขึ้นปิดล้อมรอบพื้นที่ ป้องกันการบุกรุกจากสัตว์ประหลาดดุร้ายหลุดรอดเข้ามาในเขตเมือง ป้องกันกองโจร มีผู้วิเศษและอัศวินคอยตรวจตราดูแลความปลอดภัยอยู่เสมอ บางครั้งบางคราวอาจมีสัตว์ประหลาดที่บินได้หลุดเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่ประเภทที่ทำอันตรายใด ๆ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เน้นไปที่ความมั่นคงแข็งแรง ต้านภัยธรรมชาติ เน้นใช้งานมากกว่าสวยงาม ถึงอย่างนั้นก็นิยมตกแต่งบ้านเมืองด้วยงานแกะสลักหินอ่อน สำหรับเมืองที่มีทรัพยากรแร่อุดมสมบูรณ์แต่อยู่ใกล้กับเขตแดนหมอกมรณะ อาจถูกสัตว์ประหลาดแถวนั้นโจมตีจนต้องจ้างวานนักผจญภัยมาคุ้มกันบ่อย ๆ

รูปแบบเมืองชั้นในนิยมใช้จัตุรัสใหญ่กลางเป็นที่จัดงานเทศกาล ล้อมด้วยที่อยู่อาศัยของชาวบ้านชาวเมือง ผู้ประกอบอาชีพพ่อค้า มีการก่อกำแพงชั้นในแบ่งพื้นที่สถานที่ราชการ ที่อยู่อาศัยของเหล่าชนชั้นสูง ที่ทำการของกิลด์สาขาหลัก กองกำลังที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางซึ่งมีหน้าที่ตรวจตราดูแลความเรียบร้อยของเมืองหลวง

อาชีพของชาวเมืองมีตั้งแต่นักดาบสังกัดกิลด์ นักดาบรับจ้าง คนงานเหมือง ช่างตีเหล็ก และช่างทำอาวุธ รวมถึงโจร


กิลด์อัศวินสาขาหลักตั้งอยู่ที่เมืองเมลันแทค

ศาสนจักรตั้งอยู่ที่เมืองอเมอร์ลาส มีโบสถ์กระจายอยู่ทั่วทุกหมู่บ้าน

พื้นที่ชายแดนหมอกมรณะ

เดิมทีเป็นจุดรวมกองกำลังที่คอยตั้งรับการบุกของศัตรู แต่พอหมดสงครามใหญ่ วันเวลาผ่านไปเริ่มปรับเปลี่ยนกลายเป็นจุดผ่านเข้าออกของเมืองที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา มีเส้นทางหลักอยู่สองทาง มีการตั้งกำแพงสูงป้องกันไม่ให้หลงเข้าไปยังพื้นที่หมอกดำ

พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภูมิทัศน์ทางกายภาพที่ยากต่อการเดินทาง เช่น ภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดดุร้าย ป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยกับดักของพืชมีพิษ หรือแม้กระทั่งเขตพายุหมอกมรณะที่คาดเดาไม่ได้

สถานภาพทางการเมืองระหว่างเมือง / ทวีป

ในอดีตวาร์ธานอฟเป็นทวีปที่เกิดสงครามบ่อยที่สุด ตั้งแต่สงครามระหว่างเมือง สงครามแย่งชิงทรัพยากร สงครามแย่งชิงดินแดนกับเหล่าผู้วิเศษทางทิศตะวันตก หรือคือทวีปคากราเซีย ผู้คนถูกบีบบังคับให้จับอาวุธออกรบ และเกิดการสูญเสียอย่างเปล่าประโยชน์ ทำให้บ้านเมืองไม่มีความปลอดภัย เศรษฐกิจย่ำแย่ กระทั่งภายหลังเหล่าผู้ปกครองเมืองได้มาประชุมร่วมกันเพื่อหาข้อยุติสงครามที่ไม่ก่อประโยชน์ แม้หลายคนจะไม่พอใจที่เมืองของตัวเองต้องสูญเสียพื้นที่หรือถูกเอาเปรียบ แต่เพื่อความสงบสุขในระยะยาว และได้รับเงินชดเชยที่เหมาะสม

สงครามของวาร์ธานอฟได้จบลงท่ามกลางความยินดีของประชาชนและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูหลังสงคราม ทว่าไม่ถึงสิบปีก็เกิดหมอกประหลาดขึ้นทำให้วาร์ธานอฟต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้ง เริ่มแรกผู้คนเข้าใจว่าเป็นฝีมือจากเหล่าผู้วิเศษคากราเซีย จึงเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับเหล่าผู้ใ้ช้เวทมนตร์บ่อยจนความวุ่นวายเกินจะควบคุม ก่อนจะพบเห็นว่าทวีปอื่นก็ประสบปัญหาเดียวกัน ประจวบเหมาะกับทางศาสนจักรออกประกาศเกี่ยวกับคำสาปหมอกคร่าชีวิตจากเหล่าผู้ไม่หวังดี แม้จะไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนแต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าเป็นฝีมือของเผ่าพันธุ์แห่งความมืด ความเกลียดชังพุ่งเป้าไปที่รังการ์เวลลิร์ทันที และมีอัศวินจำนวนมากที่ต้องการข้ามทะเลไปทำลายคำสาปร้ายบนเกาะกลางมหาสมุทร แต่จนปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ

วาร์ธานอฟสูญเสียผู้คนไปมากจากการรับมือหมอกมรณะไม่ทันท่วงที พื้นที่ทางใต้ถูกกลืนหายไปจนไม่สามารถเดินทางไปได้ เผ่าพันธุ์แอสเธอเรี่ยนย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองหลวงมากขึ้นจนเกิดปัญหาประชาชนล้นเมือง ชุมชนแออัด ที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอจนเหล่าผู้ปกครองต้องออกคำสั่งขยายตัวเมือง และกระจายประชาชนไปตามหมู่บ้านเล็ก ๆ พร้อมส่งทรัพยากรให้อย่างเหมาะสม 

แม้ว่าปัจจุบันหมอกมรณะจะหยุดเคลื่อนไหวแล้ว แต่ก็มีการจัดตั้งกองกำลังรักษาดินแดน เป็นการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และแอสเธอเรี่ยน โดยมีศาสนจักรคอยให้การช่วยเหลือในเรื่องปัดเป่าคำสาปจากหมอกมรณะ สร้างขวัญและกำลังใจเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่เผชิญวิกฤตินี้เพียงลำพัง

วาร์ธานอฟมีเหมืองอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งแร่เหล็ก แร่ทองแดง วัสดุมีค่าอื่น ๆ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องการผลิตอาวุธ การรวบรวมกองกำลังอัศวิน

มุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิต

วาร์ธานอฟเป็นดินแดนที่มีความหลากหลาย ขณะเดียวกันก็สุดโต่งในหลาย ๆ เรื่อง ผู้คนเกิดมาพบเจอสงคราม ถูกบีบบังคับให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด แม้กระทั่งช่วงเวลาที่สงบสุขยังเกิดปรากฏการณ์หมอกคร่าชีวิต พบเห็นความตาย พบเจอความสูญเสีย ประสบการณ์โหดร้ายเหล่านั้นหล่อหลอมให้ผู้คนเตรียมใจตลอดเวลา ตัดสินใจรวดเร็ว เปิดเผย และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

ในเรื่องความรัก ชาววาร์ธานอฟส่วนมากเปิดกว้างต่อทุกเพศ ทุกเผ่าพันธุ์ มีถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีบ้างในส่วนของผู้ปกครองเมืองและเหล่าขุนนางที่ต้องการบุตรสืบเชื้อสาย  การมีคู่ครองมากกว่าหนึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนที่ไม่ต้องการแบ่งปันคู่ครองเช่นกัน การแต่งงานของวาร์ธานอฟนั้นไม่มีพิธีที่ยิ่งใหญ่ตายตัว บ้างจัดงานแต่งเล็ก ๆ ในร้านอาหาร บ้างจัดที่บ้าน บ้างขอแต่งงานในสนามรบ แต่ธรรมเนียมที่ขาดไม่ได้คือ ทั้งสองฝ่ายต้องมีของแลกแทนใจ สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องประดับ มีดตัดจดหมาย หรือสื่อเวท 

ชาววาร์ธานอฟมีความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย ทุกชีวิตเกิดขึ้นมาโดยมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง เมื่อสูญเสียกายหยาบไปดวงจิตจะย้ายไปยังโลกหลังความตายเพื่อรอคอยการเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้คนเกิดความเศร้าเสียใจมากเวลาที่ต้องสูญเสียคนสำคัญในสงคราม ความตายเป็นเพียงการจากลาชั่วคราว สุดท้ายแล้วทุกคนจะได้ไปพบเจอกันอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตามวาร์ธานอฟยังมีความเชื่อเรื่องการไม่ฆ่าตัวตาย การจบชีวิตตัวเองโดยที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติจะทำให้ดวงจิตสูญสลาย กลับมาเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้อีก

อาหารประจำทวีป

ดินแดนแห่งนักสู่รบเต็มไปด้วยอาหารที่ไม่ซับซ้อน มีการปรุงแต่งรสชาติที่ไม่สม่ำเสมอสักเท่าไหร่ ผู้คนกินเพื่อใช้แรง เน้นกินง่าย กินไว ไม่ค่อยเน้นศิลปะ แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าพ่อครัวแม่ครัวก็ยังรังสรรค์อาหารให้สวยงามเพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการรับประทานอาหาร แม้ว่าเมนูที่ว่าจะเป็นแค่เนื้อย่างก็ตาม

ในเมืองใหญ่มีอาหารหลากหลาย แต่ประเภทเนื้อย่าง เบียร์ ขนมปัง เมนูพวกนี้จะพบเจอได้บ่อยที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นวาร์ธานอฟก็มีแหล่งอาหารทะเลอยู่เมืองทางใต้ สามารถเดินทางไปลิ้มลองของอร่อยเหล่านั้นได้

อาหารยอดนิยมของวาร์ธานอฟคือเนื้อย่าง แต่ที่โด่งดังมีชื่อเสียงไปถึงทวีปอื่นเลยดูท่าจะเป็น 'เนื้อแกะขาวรมควันพริกไทยจมูกมังกรจากยูเลนเบิร์ก' ว่ากันว่าเปิดขายเดือนละสามวันเท่านั้น! ใครอยากกินต้องเดินทางมารอเป็นเดือนเพื่อจองคิวเลยทีเดียว

emerson-vieira-cpkPJ-U9eUM-unsplash.jpg

เทศกาล

ราชอาณาจักรมีวันสำคัญ และประเพณีตลอดทั้งปี โดยส่วนมากแล้วจะยึดตามวันสำคัญของกองทัพ หรือพิธีการที่เกี่ยวของกับอัศวิน และกิลด์ต่าง ๆ  

โดยปกติแล้วพิธีการที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ ราชสำนัก อัศวินจะจัดขึ้นที่เมืองหลวงเมลันเทค ในจัตุรัส และเขตวังหลวง และถ้าหากมีเนื้อหาของพิธีการเกี่ยวข้องกับการศึกษา ประเพณีหรือการเฉลิมฉลองวันนั้น ๆ จะย้ายไปจัดที่เขตการศึกษาโรงเรียนภายในเมือง

 

ในขณะที่ประเพณีอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับอาชีพในกิลด์น้อยใหญ่จะจัดขึ้นในเมืองที่ตั้งของกิลด์นั้น เช่น เทศกาลเฉลิมฉลองกลางฤดูร้อน โดยจะจัดขึ้นที่วานาไฮม์

วานาไฮม์เป็นแหล่งท่องเที่ยวของวาร์ธานอฟ เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาล บริเวณตัวเมืองและชายหาดจะครึกครื้นเป็นพิเศษ ถนนโดยรอบตัวเมืองโดยเฉพาะบริเวณชายทะเลจะมีซุ้มอาหารทะเลสด ๆ จัดตั้งอยู่เนืองแน่นตลอดสองสัปดาห์ทั้งกลางวันและกลางคืน และในเวลากลางคืน นอกจากจะมีซุ้มอาหารแล้ว ยังมีการแสดงแสงสีเสียงตระการตาจากเหล่าชาวประมงที่บริเวณชายหาด


นอกจากการท่องเที่ยว กิจกรรมในระหว่างเทศกาลฤดูร้อนยังมีการแข่งขันเรือใบชายทะเล และการแข่งขันล่าปลาที่ขนาดใหญ่ที่สุดอีกด้วย 
 

CLIPStudioPaint_qs96dKAbpN.jpg

คาร์เวน (Karven)

ทวีปทางตอนเหนือ มีเขตชายแดนติดกับพื้นที่หมอกมรณะ มากไปด้วยป่า โบราณสถาน แหล่งทรัพยากร เทือกเขา ทุ่งหิมะ มีเมืองขนาดกลางกระจายอยู่ทั่ว รอบตัวเมืองมีเขตป่า ทะเลสาบ แม่น้ำหลายสาย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร สภาพอากาศอยู่ในเขตอบอุ่น แต่ในฤดูหนาวจะหนาวกว่าที่อื่น ๆ 

คาร์เวนไม่ใช่ทวีปที่เน้นสร้างเมืองใหญ่เมืองเดียว มีการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดตั้งกิลด์ยิบย่อย เช่น กิลด์นักผจญภัย กิลด์นักล่าสมบัติ กิลด์พ่อค้า กิลด์กาลดนตรี และอื่น ๆ กระจายกันไปในแต่ละตัวเมือง กิลด์ขนาดเล็กมักเกาะกันเป็นกลุ่มพอให้แข็งแรง มีจัตุรัสกลางเมือง ตลาด ร้านค้า โรงผลิตสมุนไพร ค่อนข้างเจริญเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ชาวเมืองมักประกอบอาชีพนักล่าสัตว์ นักปรุงยา เกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน พ่อค้า นักขุดสมบัติ นักเดินทาง และกลุ่มคนเร่ร่อน

เป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความอิสระและความหลากหลายในการดำรงชีวิต เปิดรับทุกเผ่าพันธุ์ แม้แต่ผู้ร้ายหลบหนี แหล่งประกอบอาชีพหลักเคือเกษตรกรรม การทำนา การทำสวนผลไม้ การทำไร่ การปลูกพืชไม่ใช้ดิน โรงสมุนไพร การทำฟาร์มปศุสัตว์ การทำฟาร์มโคนม การทำฟาร์มหมู การทำฟาร์มสัตว์ปีก รวมถึงอุตสาหกรรมขนสัตว์

กิลด์นักผจญภัยสาขาหลักตั้งอยู่ที่เมืองโรเซนคิลเดน

พื้นที่ชายแดนหมอกมรณะ

เดิมทีพื้นที่ 'มัสเปลส์ไฮเมอร์' ที่อยู่เหนือขึ้นไปจนถึงเทือกเขาหิมะเป็นแหล่งพบปะนักผจญภัยที่โด่งดัง รวมถึงเป็นอดีตที่ตั้งกิลด์นักผจญภัย แต่เพราะทิศทางการเคลื่อนที่ของหมอกมรณะไม่แน่นอนและอยู่ใกล้จนมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ทางกิลด์จึงประกาศย้ายสาขาหลักไปยังที่แห่งใหม่ และมีการจัดตั้งหน่วยสอดแนมและเฝ้าระวังหมอกมรณะบริเวณชายแดน

พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภูมิทัศน์ทางกายภาพที่ยากต่อการเดินทาง เช่น ภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดดุร้าย ป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยกับดักของพืชมีพิษ หรือแม้กระทั่งเขตพายุหมอกมรณะที่คาดเดาไม่ได้

อย่างไรก็ตามก็เป็นแหล่งทำเงินและฝึกฝนฝีมือสำหรับนักผจญภัยระดับกลาง หากมั่นใจในฝีมือก็สามารถขอข้ามชายแดนออกไปยังพื้นที่อันตรายได้

สถานภาพทางการเมืองระหว่างเมือง / ทวีป

ในอดีตคาร์เวนเป็นทวีปที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจำนวนมาก เทือกเขาสูงยากจะบุกเบิก ใต้ผืนดินมีซากโบราณสถานเก่าแก่ที่ระบุเรื่องราวไม่ได้ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ต้องหาทางรับมือกับภัยธรรมชาติที่แวะเวียนมาสร้างปัญหาในทุก ๆ เดือน ถูกกดดันอย่างหนักจากวาร์ธานอฟที่ต้องการขยายดินแดน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากรังการ์เวลลิร์ในการทำสงครามปกป้องดินแดนที่กินระยะเวลานาน ทำให้คาร์เวนสูญเสียพื้นที่ทางตอนใต้ไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ส่วนนั้นกลายเป็นบรูวิก พื้นที่สำหรับนักผจญภัยฝึกหัด ไม่ได้อยู่ในเขตรับผิดชอบของคาร์เวนหรือวาร์ธานอฟอีกต่อไป

คาร์เวนมีการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองของตนเอง เช่น การออกเสียงประชามติ การเสนอถอดถอน การเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแทนตน ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในทุก ๆ 4 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งจะได้อำนาจบริหารของรัฐบาลกลาง

แต่! ด้วยความที่คาร์เวนเป็นทวีปมีขนาดที่ใหญ่และหลายเมืองแยกออกมาอยู่เป็นเอกเทศ ทำให้อำนาจบริหารไม่ครอบคลุมในทุกเมือง และไม่ว่าใครจะขึ้นมามีอำนาจ ตระกูลไหนทำสงครามกัน เมืองหลวงจะส่งอัศวินมาช่วยเหลือที่ชายแดนหรือไม่ จะมีการแจกจ่ายเสบียงก่อนเข้าฤดูหนาวหรือเปล่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ พวกเขาเลือกจะอยู่ด้วยตัวเอง ปัจจุบันจึงมีเพียงเมืองอันลังที่มีการเลือกตั้งอย่างชัดเจนและมีการบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสม ทำให้ประชาชนที่เพิกเฉยสังคมส่วนรวมเริ่มหันมาศึกษาระบบการปกครองนี้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ความสัมพันธ์กับวาร์ธานอฟและคากราเซียเป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แบ่งปันทรัพยากร ค้าขาย แต่ไม่ถึงขั้นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่บอกกล่าว มีเพียงบรูวิกที่ได้รับความช่วยเหลือบ่อยครั้ง และด้วยความสัมพันธ์ในสมัยก่อนกันรังการ์เวลลิร์ แม้ว่าปัจจุบันรังการ์เวลลิร์จะกลายเป็นดินแดนรกร้าง แต่คาร์เวนยังมีทัศนคติที่กึ่งเป็นมิตรต่อเผ่าพันธุ์แห่งความมืด แวมไพร์และผีดิบระดับต่ำจำนวนมากย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในคาร์เวน หลบเลี่ยงความวุ่นวายในพื้นที่หิมะสีขาว

มุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิต

คาร์เวนเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายสูงจนเกินบรรยาย พวกเขาเชื่อในทุกสิ่งที่เชื่อ ธรรมชาติ ดวงดาว พระอาทิตย์ เทพเจ้าเสือดาว ต้นไม้ ภูตผี เทพเจ้าก้อนหิน เทพเจ้ากองไฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้ว่าส่วนใหญ่จะเชื่อในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติจากประสบการณ์ตรง การเอาชีวิตรอดในทุ่งหิมะ ต่อสู้กับสภาวะเยือกแข็ง การปรับตัวให้รอดยามเกิดภัยธรรมชาติ เมื่อหิมะและน้ำแข็งละลายจนสามารถอาศัยอยู่ได้ พวกเขาก็ค้นพบแหล่งโบราณสถานที่ถูกฝัง ได้ทำการศึกษาประติมากรรม รูปวาด อักษรโบราณ  และเกิดเป็นความเชื่อใหม่ขึ้นมาอยู่เสมอ บ้างเชื่อในเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ช่วยทำให้น้ำแข็งละลาย บ้างเชื่อในเทพแห่งสายลมเพราะเคยได้รับการช่วยเหลือยามตกจากที่สูง หลายความเชื่อ หลายพิธีกรรม หลายสิ่งยึดเหนี่ยว และชาวคาร์เวนส่วนใหญ่มักเคารพในความเชื่อที่แตกต่างเหล่านั้น

แม้กระทั่งในเรื่องความรัก จากที่กล่าวมาข้างต้นชาวคาร์เวนส่วนมากเปิดกว้างต่อทุกเพศ ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งอย่าง มีถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีบ้างในส่วนของผู้ปกครองเมืองและเหล่าขุนนางที่ต้องการบุตรสืบเชื้อสาย ชาวคาร์เวนส่วนใหญ่ยึดถือความรักหนึ่งเดียว ทุ่มเทหนึ่งเดียว ผู้คนสามารถมีรักใหม่ได้แต่แค่ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น และการแต่งงานตามความเชื่อก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จะแต่งหรือไม่แต่งก็ได้ ไม่มีการแต่งงานเลยตลอดชีวิตก็ถือเป็นเรื่องปกติ 

ในเรื่องโลกหลังความตายนั้นชาวคาร์เวนมักเชื่อตามสิ่งที่ตนเองยึดเหนี่ยว มีความเคารพต่อธรรมชาติ ทุกชีวิตเกิดขึ้นเพื่อใช้ชีวิต เมื่อถึงเวลาก็จากไปตามเส้นทางความเชื่อ บางคนเชื่อในเรื่องดวงดาวคือวิญญาณคนตาย บางคนเชื่อเรื่องโลกหน้า บางคนเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ บางคนเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะกลายเป็นกองไฟ เป็นดวงจิตคอยช่วยเหลือเหล่าคนเป็น 

อาหารประจำทวีป

ดินแดนที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเนื้อ ไข่ ผัก ผลไม้ ธัญพืช มีทุกอย่างครบ แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดคงเป็น ซุปทุกชนิด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีมากในการนำมาใช้ในการอบอุ่นร่างกาย สามารถทานได้ง่าย เลือกส่วนผสมได้อย่างหลากหลาย สำหรับในดินแดนที่เคยเต็มไปด้วยหิมะ ซุปร้อน ๆ ช่วยลดอาการไข้หวัด แก้คัดจมูก และลดการอักเสบในทางเดินหายใจ รวมถึงถั่วเปลือกแข็งบางประเภทที่ช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้!

ในเมืองใหญ่มีอาหารหลากหลาย แต่ประเภทซุปร้อน ๆ ไวน์ ขนมปัง น้ำผึ้ง เมนูพวกนี้พบเจอได้บ่อยที่สุด 

ว่ากันว่าที่วินการ์ดมี 'ซุปกระดูกวัวสามเขา' และ 'เกี๊ยวน้ำ' ที่อร่อยที่สุดในคาร์เวน เดินทางไกลหน่อยแต่สำหรับนักเดินทางหรือผู้ที่สนใจในรสชาติอาหาร การเดินทางไกลนี้อาจเป็นการท่องเที่ยวที่น่าสนใจก็ได้

laura-ohlman-y_7KLDoPlAc-unsplash.jpg

เทศกาล

ราชอาณาจักรมีวันสำคัญ และประเพณีตลอดทั้งปี ทั้งมีการป่าวประกาศ ทั้งมีงานที่จัดอย่างลึกลับ ในส่วนเทศกาลประจำกิลด์น้อยใหญ่จะจัดขึ้นในเมืองที่ตั้งของกิลด์นั้น

เทศกาลเนำส่งประกายแสงแห่งฟามาร์ โดยจะจัดขึ้นที่อันลัง นับเป็นประเพณีสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ เทศกาลนี้ถูกจัดขึ้นในทุกคืนวันที่ 2 และคืนวันที่ 7 ของเดือนมกราคม เป็นการเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีใหม่เฉพาะถิ่น โดยทุกบ้านจะประกอบอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อ ผัก และแป้งในปริมาณที่เท่ากัน เพื่อความสมบูรณ์ของชีวิตในทุก ๆ ส่วน ร่วมกันดื่มฉลองกันยันดึก จวบจนก่อนเวลาเที่ยงคืนจะมีสัญญาณระฆังดังขึ้นในแต่ละหมู่บ้าน หลังจากนั้นประชาชนผู้อาศัยอยู่ในอันลังทุกคนจะจุดไฟเวทมนตร์ขึ้นไปบนฟ้าพร้อม ๆ กัน เป็นความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าแห่งแสงดวงดาวฟามาร์ ความหมายของประเพณีเล็ก ๆ ที่มีความเชื่อในการจุดประกายโชคดีตลอดทั้งปี สามารถจุดไฟมากน้อยได้ตามความสะดวก สำหรับผู้ที่ใช้เวทมนต์ไม่ได้สามารถก่อกองไฟหรือชูคบเพลิงไฟเป็นการทดแทนได้
 

เทศกาลมนตราเริงระบำ ถูกจัดขึ้นที่ฮิลล์ สัปดาห์สุดท้ายในเดือนเมษายน เวลาที่หิมะบนยอดเขาในคาร์เวนเริ่มละลายลง เป็นสัญญาณการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในฮิลล์ทุกคนจะนำเศษอัญมณีเวทที่เหลือจากการเจียระไนมาบดละเอียดเป็นผง ทำให้เกิดเป็นผงสีต่าง ๆ ตามอัญมณี จากนั้นเมื่อถึงเช้าวันมนตราเริงระบำ ประชาชนผู้ที่มีผงสีจะเดินทางไปยังเนินสูง หรือหอคอยดูดาวที่ตนเองสามารถไปได้เพื่อปล่อยผงสีให้ลอยละล่องทั่วเมือง ในขณะที่ปล่อยผงสีนั้น ชาวเมืองนิยมผนึกมนตราทำให้ของลอยโดยอาศัยพลังเวทจากเศษอัญมณีบด ทำให้ผงสีลอยอยู่ได้นานตลอดทั้งวัน และเมื่อพลังเวทหมดผงสีจะแตกแล้วหายไปเกิดเป็นแสงระยิบระยับ 


ผงสีที่นิยมคือ เขียว เหลือง และชมพู โดยเขียวแสดงถึงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึง เหลืองแสดงถึงแสงอาทิตย์ที่อบอุ่น และชมพูแสดงถึงดอกไม้และผลผลิต
เมื่อตกกลางคืนจะมีการก่อกองไฟ มีการแจกจ่ายไวน์ต้มร้อนให้ดื่มเพื่อสร้างความอบอุ่น แล้วจะมีการแสดงดนตรีมนตราและเต้นรำรอบกองไฟ

 

CLIPStudioPaint_CkQWyVIggO.jpg

คากราเซีย (Cagracia)

ดินแดนผู้วิเศษทางทิศตะวันตก ไม่มีเขตชายแดนใดติดกับพื้นที่หมอกสีดำ ถูกคุกคามจากสัตว์ประหลาดดุร้ายน้อยมาก พื้นที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ป่าไม้หลายชนิด โบราณสถาน หนองน้ำ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร มีบางพื้นที่ที่ยังไม่ถูกสำรวจ ส่วนมากเป็นป่าดิบชื้น หรือกระทั่งดินแดนของเหล่าเอลฟ์ที่ไม่อนุญาตให้เหยียบย่าง

การจัดตั้งเมืองเน้นไปที่ขนาด เมืองขนาดใหญ่รายล้อมด้วยหมู่บ้านขนาดเล็ก มีโบสถ์กระจายอยู่ทั่วทุกหมู่บ้าน มีแหล่งสถานศึกษาค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับทวีปอื่น นอกจากส่งออกทรัพยากรแล้วยังมีสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกาย สิ่งทอ เครื่องประดับ งานศิลปะ อุปกรณ์เวทมนตร์แขนงใหม่ที่หลากหลาย และแทบจะมีขายทุกเมืองในคากราเซีย แม้จะราคาสูง แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ใครหลาย ๆ คนได้ รวมถึงอาวุธเวทมนตร์สำหรับคนที่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ เพื่อลดความเลื่อมล้ำในสังคม บางความเชื่อระบุว่าการใช้เวทมนตร์ไม่ได้นับเป็นการถูกทอดทิ้งจากเทพเจ้า มีคนไม่น้อยแสวงหาวิธีรวมถึงอาวุธที่ทำให้ตนสามารถใช้เวทมนตร์ได้

มีการค้นพบโบราณสถานที่สามารถเข้าออกได้หลายแห่ง อยู่ในช่วงจำกัดคนเข้าออกเพื่อทำการวิจัยศึกษาสภาพแวดล้อมข้างใน มีงานวิจัยมากมายในคากราเซียทั้งในด้านเวทมนตร์คาถา ศาสตร์การปรุงยา ภาษาต่างเผ่าพันธุ์ คำสาป

 

เพราะความรู้และเวทมนตร์เป็นสิ่งสำคัญ

กิลด์ผู้วิเศษสาขาหลักตั้งอยู่ที่เมืองอัล-จาร์รานาห์

ป่าเอลฟ์

ดินแดนลึกลับที่ไม่มีเส้นทางเข้าออกอย่างชัดเจน ลึกเข้าไปในป่ามีสิ่งก่อสร้างอันน่าวิจิตร สถาปัตยกรรมงดงาม งานแกะสลักประณีต ละเอียดลออ และอ่อนช้อยด้วยความเคารพต่อธรรมชาติ แสงอาทิตย์ส่องผ่านแมกไม้เปล่งประกายสีทองขาว เมืองลับแลเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าเอลฟ์ ผู้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด บรรยากาศภายในสงบ เชื่องช้า ราวกับแยกตัวออกจากช่วงเวลาโลกภายนอก

ว่ากันว่าเคยมีมนุษย์หลงเข้าไปด้วยการเดินป่าที่มอร์ก้า แต่พอส่งคนไปสำรวจเพิ่มเติมกลับไม่พบทางเข้าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามป่าเอลฟ์นั้นมีอยู่จริง และเอลฟ์ก็ออกมาใช้ชีวิตในเมืองเช่นเดียวกัน สำหรับเผ่าพันธุ์ที่มีความระมัดระวังตัวสูง การจะให้เอลฟ์ระบุทางเข้าดินแดนเลยคงเป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะให้เอลฟ์พาข้าไป ซึ่งก็ยากพอ ๆ กัน

สถานภาพทางการเมืองระหว่างเมือง / ทวีป

ตั้งแต่อดีตคากราเซียเป็นดินแดนพบเจอกับภัยธรรมชาติน้อยมาก ดินแดนส่วนมากรายล้อมไปด้วยป่า วิถีชีวิตหลากหลาย บางที่อยู่อาศัยของชาวเมืองเป็นบ้านบนต้นไม้ สร้างกลืนไปกับธรรมชาติ เมืองและหมู่บ้านกระจายกันออกไปไม่ค่อยมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น บ้านแต่ละหลังค่อนข้างจะห่างกันพอสมควร สภาพอากาศร้อนชื้น มีหิมะทางตอนใต้ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และด้วยความสมบูรณ์เหล่านั้นจึงทำให้คากราเซียยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ให้ความสำคัญแก่การศึกษาเวทมนตร์มากกว่าการสร้างพันธมิตร มีเหตุให้ขัดแย้งกับทวีปอื่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะวาธาร์นอฟและรังการ์เวลลิร์

คากราเซียมีการปกครองแบบ 'กึ่ง' ประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองของตนเอง เช่น การออกเสียงประชามติ การเสนอถอดถอน การเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแทนตน ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในทุก ๆ 4 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งจะได้อำนาจบริหารของรัฐบาลกลาง

แม้ว่าจะมีระบบการปกครองคล้ายกับที่คาร์เวน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าอำนาจทั้งหลายจะวนเวียนอยู่ภายใต้ผู้วิเศษสูงสุด หนึ่งคนหมดอำนาจก็ส่งคนต่อไปขึ้นมาแทน โดยที่ระบบการปกครองยังคงเป็นอย่างเดิม ประชาชนสามารถคัดค้านได้ แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถมากพอ และเพราะปัจจุบันเหล่าผู้วิเศษยังบริหารบ้านเมืองได้โดยไม่มีปัญหาร้ายแรง แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับกันได้

ส่วนเรื่องความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นภายในกลุ่มผู้วิเศษ การแย่งผลงาน สงครามเย็น การคิดค้นเวทมนตร์และใ้ช้งานเพื่อประโยชน์ตนเอง ตราบใดที่ไม่เกิดเหตุเนืองเลือดทั่วทั้งเมือง การทะเลาะเบาะแว้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจ

ความสัมพันธ์กับวาร์ธานอฟเป็นแบบมิตรและศัตรูในเวลาเดียวกัน เนื่องจากหมดยุคสงครามระหว่างทวีปแล้ว จึงทำได้แค่กดดันทางเศรษฐกิจ หรือแย่งชิงแหล่งค้าขายทรัพยากรใหม่ กับคาร์เวนเป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แบ่งปันทรัพยากร ค้าขาย แต่ไม่ถึงขั้นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่บอกกล่าว แต่กับรังการ์เวลลิร์นั้นเรียกได้ว่า ปฏิเสธความช่วยเหลือ รังการ์เวลลิร์อาจนำมาซึ่งคำสาปที่แก้ไขไม่ได้หรือเป็นต้นเหตุของโรคระบาด ด้วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคงอยู่ของผีดิบ การกระจายของเชื้อโรคที่เกิดขึ้นจากการกินอยู่โดยไร้สุขอนามัย แม้ว่าจะเป็นการสรุปผลจากฝ่ายเดียว แต่ด้วยความเชื่อ อคติ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ต้อนรับประชาชนจากรังการ์เวลลิร์ โดยเฉพาะเผ่าเอลฟ์ที่แทบเกลียดเหล่าผีดิบ เหตุจากการตายแล้วฟื้น เป็นการฝืนและไม่เคารพธรรมชาติอย่างร้ายแรง

มุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิต

คากราเซียเป็นดินแดนที่เคารพในความรู้และสิ่งที่พิสูจน์ได้ มากกว่าความเชื่อที่จับต้องไม่ได้ การที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งเกิดมามันเริ่มจากความว่างเปล่า เมื่อสิ้นสุดอายุขัยก็ต้องกลับไปยังความว่างเปล่า วิญญาณเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงหรือเป็นแค่กระแสพลังเวทที่สร้างจากจินตนาการผู้ใช้เท่านั้น? ด้วยความที่ความรู้ยังไม่แพร่หลายไปทั่วดินแดนทำให้มีประชาชนจำนวนมากที่มีความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้า การที่ผู้คนสามารถใช้เวทมนตร์ได้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร การที่ใครบางคนมีสิ่งที่เรียกว่า 'คอร์' การที่ใครบางคนใช้เวทมนตร์ได้ ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ความสงสัยเหล่านั้นทำให้เกิด 'กิลด์ผู้วิเศษ' ผู้คนเหล่านั้นอาจยินดีที่ตัวเองสามารถใช้เวทมนตร์ได้ แสวงหาอำนาจ หรือมีความตั้งใจจะหาคำตอบของปริศนาที่ยิ่งใหญ่ในวาร์นเฮม

แม้จะใช้ชีวิตในคนละเส้นทาง แต่ด้วยทัศนคติโดยรวมของคากราเซีย ทำให้ผู้คนยึดถือความเป็นจริงมากกว่า

ในเรื่องความรัก ต้องบอกเลยว่าคากราเซียยังไม่เปิดกว้างในเรื่องเพศและความต่างของเผ่าพันธุ์สักเท่าไหร่ เหล่าผู้วิเศษและนักปกครองมักถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่ต้องการบุตรสืบเชื้อสาย มีธรรมเนียนดูตัวก่อนคบหาในทุกชนชั้น และชาวคากราเซียส่วนใหญ่ยึดถือความรักหนึ่งเดียวเป็นปกติ ส่วนการแต่งงานนิยมจัดงานรื่นเริงยิ่งใหญ่ ส่งคำเชิญสู่คนสำคัญ อนึ่งอาศัยงานเลี้ยงในการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็นประโยชน์และแสดงอำนาจ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบางพื้นที่เริ่มเปิดกว้างในเรื่องเพศบ้างแล้ว อาจมีถูกมองหรือถูกพูดถึงบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นจับมาเผาไฟ

ในเรื่องโลกหลังความตายนั้นชาวคากราเซียมักเชื่อตามสิ่งที่ตนเองยึดเหนี่ยว มีความเคารพต่อธรรมชาติ เชื่อในเรื่องการคืนชีวิตสู่ผืนดิน แม้จะเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความรู้และงานวิจัย แต่ผู้คนที่ไม่ทราบอะไรเลยก็มี 

อาหารประจำทวีป

ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรและไม่เคยขาดแคลน บางพื้นที่มีสภาพอากาศที่เหมาะสมพอจะทำอุตสาหกรรมโคนม ไร่ผลไม้ เป็นแหล่งผลิตชีสและไวน์ที่ขึ้นชื่อ บางพื้นที่เหมาะสมในการปลูกข้าว ทำแป้งสาลี ขนมปัง ทำแยม 

อาหารในคากราเซียมีจำนวนมาก แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นบรรดาขนมหวาน ของหวานจากผลไม้ ขนมทานเล่น อาหารแปรรูปจากพืช

ที่อัล-จาร์รานาห์มีร้านอาหารมากมายจนเลือกแวะชิมไม่ไหว ทั้งกลิ่นหอม สีสันสวยงาม ไหนจะรสชาติที่แตกต่างกันไปตามความชอบ ลองได้แวะมาเยือนเมืองแห่งขนมหวานแล้ว ไม่มีทางกลับออกไปโดยที่น้ำหนักไม่ขึ้นอย่างแน่นอน

slashio-photography-ZTpUrmxu4Aw-unsplash.jpg

เทศกาล

ราชอาณาจักรมีวันสำคัญ และประเพณีตลอดทั้งปี ทั้งมีการป่าวประกาศ ทั้งมีงานที่จัดอย่างลึกลับ ในส่วนเทศกาลประจำกิลด์น้อยใหญ่จะจัดขึ้นในเมืองที่ตั้งของกิลด์นั้น

เทศกาลน้อมรับจิตวิญญาณแห่งพืชพรรณ ถูกจัดขึ้นภายในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการเริ่มต้นการเพาะปลูก เริ่มต้นปลูกพืชหมุนเวียน เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสัตว์ และจะมีการฉลองภายในชุมชน เป็นการเฉลิมฉลองต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น เติบโต และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติ จะมีการทำอาหารเพื่อแจกจ่ายให้คนทำงานตามไร่ คนงานตามสวน ตกดึกจะมีการก่อกองไฟ เต้นรำ และเล่นดนตรี

เทศกาลเชิดชูเจตนารมณ์ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าใคร! เป็นเทศกาลที่เฟ้นหาผู้ที่มีความชำนาญในการสร้างอาวุธเสริมอัญมณีเวท ช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ฝีมือในฐานะนักสร้างสรรค์ เทศกาลถูกจัดขึ้นที่นิฟล์เฮม เป็นเทศกาลที่แสดงและประกาศตัวตนของช่างที่อยากจะเป็นที่ยอมรับ มีเงินและของรางวัลสนับสนุนจากกิลด์ผู้วิเศษ แลกมาด้วยผลงานขอผู้ชนะจะต้องตกเป็นของกิลด์ผู้วิเศษ ไม่จำกัดอายุ อาชีพ หรือระดับชนชั้นของผู้ร่วมการแข่งขัน ว่ากันว่าเดิมทีเป็นการแสดงพลังของคนกลุ่มชนชั้นล่างเพื่อประชดประชันพวกผู้วิเศษระดับสูงเท่านั้น แต่ภายหลังกลับการเป็นเรื่องท้าทายความสามารถภายในสายอาชีพไป


คำเตือน การแข่งขันนี้มีเงินรางวัลสูง แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างสร้างอาวุธก็สูงมากเช่นกัน

CLIPStudioPaint_wJ4dMMi8ig.jpg

บรูวิก (Bruvik)

แผ่นดินขนาดเล็กที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของคาร์เวน มากไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าไม้ แม่น้ำ และถ้ำที่ถูกสำรวจแล้ว มีเมืองขนาดกลาง และหมู่บ้านน้อยใหญ่กระจายอยู่ไม่มาก สภาพอากาศอยู่ในเขตอบอุ่นไปจนถึงร้อน

ทวีปเล็ก ๆ ที่เป็นทางผ่าน ไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยวหรือมีอะไรโดดเด่น ไม่มีโบราณสถาน ไม่ค่อยมีกิลด์ใหญ่มาตั้งรกราก มีเพียงกิลด์นักผจญภัยมาตั้งอาคารสาขาย่อยในเมืองบรูวิกเพื่อให้ความช่วยเหลือ อนึ่งกระจายข่าว หรือมอบภารกิจให้กับนักผจญภัยมือใหม่ เป็นดินแดนรวมกิลด์ไร้นามที่มาตั้งอยู่กันเองเพื่อความสงบสุขเท่านั้น 

 

นักผจญภัยมือใหม่มักถูกส่งมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นี่ ดันเจี้ยนที่มีความอันตรายระดับต่ำ สัตว์ประหลาดดุร้ายมีไม่มาก การเดินทางไปมาแต่ละสถานที่ค่อนข้างสะดวกสบาย 

แม้ว่าบรูวิกจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักผจญภัยระดับเริ่มต้น แต่ก็เป็นที่ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงระดับสูงแวะมาพักร้อนอย่างลับ ๆ เช่นเดียวกัน

ระวังหาเรื่องผิดคน

แคมป์นักผจญภัยสีเทา

บรูวิกขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีความสงบสุขที่สุด ทั้งในเรื่องภัยธรรมชาติที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำกว่าดินแดนอื่น บ่อยครั้งในการเดินทางที่นี่จะพบเจอแคมป์นักผจญภัยที่สามารถเข้าไปถามข่าวสารหรือขอความช่วยเหลือได้ แคมป์สีเทาเหล่านั้นไม่ได้ขึ้นตรงต่อกิลด์นักผจญภัยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าให้ความร่วมมือแบบพึ่งพาอาศัย พวกคนที่อยู่ที่นั่นเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่ก็เป็นนักผจญภัยที่รับจ้างมาช่วยเหลือเหล่านักผจญภัยระดับเริ่มต้น

สามารถพบเจอแคมป์สีเทาได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทางเข้าหมู่บ้าน ในป่า ข้างแหล่งน้ำ ในถ้ำ แม้กระทั่งเกาะกลางน้ำ

สัญลักษณ์ของพวกเขาคือ เข็มกลัดรูปทรงใบไม้สีเทา

มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับแคมป์สีเทา ทั้งในแง่ดี และแง่ร้าย หนึ่งในนั้นลือกันว่าแคมป์สีเทามากมายเหล่านี้มีเบื้องหลังเป็นคนใหญ่คนโตในคาร์เวนที่ถูกขับไล่หลังเกิดสงครามกับรังการ์เวลลิร์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด 

ไม่ก็ข่าวลือเกี่ยวกับการที่ศาสนจักรเข้ามาแทรกแซงระบบคัดเลือกคน มักดึงตัวผู้ที่มีความสามารถไปเข้าร่วมกับทางศาสนจักรก่อนที่บุคคลนั้นจะตัดสินเลือกเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดเช่นเดียวกัน

สถานภาพทางการเมืองระหว่างเมือง / ทวีป

ด้วยความที่แยกตัวออกมาจากคาร์เวน ทำให้การปกครองยังอยู่ในรูปแบบเดียวกัน นั่นคือมีการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองของตนเอง เช่น การออกเสียงประชามติ การเสนอถอดถอน การเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแทนตน ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในทุก ๆ 4 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งจะได้อำนาจบริหารของรัฐบาลกลาง

ในอดีตคาร์เวนเป็นทวีปที่เต็มไปด้วยนักผจญภัยมากมายเพราะเป็นดินแดนที่เหมาะสมต่อการฝึกฝนความสามารถ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพียงแต่ด้วยพื้นที่ที่ใหญ่เกินกว่าที่ความช่วยเหลือจะไปถึง นักผจญภัยมือใหม่จำนวนมากต้องจบชีวิตลงเพียงเพราะเกิดอุบัติเหตุหรือขาดประสบการณ์ และไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการฝึกฝน เกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เหล่าผู้ปกครองตัดสินใจกำหนดให้บรูวิกเป็นเมืองสำหรับนักผจญภัยระดับเริ่มต้น มีการก่อตั้งกิลด์นักผจญภัยสาขาย่อยเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้คน

นานวันเข้าเมืองบรูวิกได้มีชื่อเสียงมากขึ้น ทำการขยายอาณาเขตหลังผู้คนเดินทางมาอาศัยจนเกิดปัญหาการแออัด ด้วยการปกครองแบบเมืองใครเมืองมัน และระยะห่างที่ไกลจากตัวเมืองหลวงหลัก ทำให้บรูวิกตัดสินใจแยกตัวออกคาร์เวนในที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่างทวีปอื่น ๆ ไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แย่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แบ่งปันทรัพยากร ค้าขาย มีกลุ่มคนบางส่วนที่ไม่พอใจหลังบรูวิกแยกตัวออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก

 

มุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิต

เช่นเดียวกับคาร์เวน บรูวิกที่เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายสูง พวกเขาเชื่อในทุกสิ่งที่เชื่อ ธรรมชาติ ดวงดาว พระอาทิตย์ เทพเจ้าเสือดาว ต้นไม้ ภูตผี เทพเจ้าก้อนหิน เทพเจ้ากองไฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบรูวิกได้รับอิทธิพลบางส่วนมาจากวาร์ธานอฟ ความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญอย่างเปิดเผย และความรักตัวกลัวตายจะผลักดันให้นักผจญภัยมือใหม่ก้าวเดินไปข้างหน้า ฝึกฝน เข้มแข็ง และทางศาสนจักรก็มีส่วนช่วยในเรื่องการสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ 

ในเรื่องความรัก ชาวบรูวิกส่วนมากเปิดกว้างต่อทุกเพศ ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งอย่าง มีถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีบ้างในส่วนของผู้ปกครองเมืองและเหล่าขุนนางที่ต้องการบุตรสืบเชื้อสาย แต่! ก็มีบางส่วนที่เริ่มกลับมาปิดกั้น เคารพสิ่งที่ผู้สร้างโลกกำหนดว่าชายต้องคู่กับหญิงเท่านั้น รวมถึงการยึดถือความรักหนึ่งเดียว ผู้คนสามารถมีรักใหม่ได้แต่แค่ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น และการแต่งงานตามความเชื่อก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จะแต่งหรือไม่แต่งก็ได้ ไม่มีการแต่งงานเลยตลอดชีวิตก็ถือเป็นเรื่องปกติ 

ในเรื่องโลกหลังความตายนั้นชาวบรูวิกมักเชื่อตามสิ่งที่ตนเองยึดเหนี่ยว มีความเคารพต่อธรรมชาติ ทุกชีวิตเกิดขึ้นเพื่อใช้ชีวิต เมื่อถึงเวลาก็จากไปตามเส้นทางความเชื่อ บางคนเชื่อในเรื่องดวงดาวคือวิญญาณคนตาย บางคนเชื่อเรื่องโลกหน้า บางคนเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ บางคนเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะกลายเป็นกองไฟ เป็นดวงจิตคอยช่วยเหลือเหล่าคนเป็น 

อาหารประจำทวีป

แม้ว่าบรูวิกจะมีพื้นที่ และสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการทำการเกษตร ไร่ผลไม้ ปลูกข้าว แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่มาก ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบ อาหารทะเล หรือเครื่องปรุงจากทวีปใกล้เคียง 

อาหารในบรูวิกมีจำนวนมาก หลากหลายประเภท ของเลียนแบบ บางเมนูระบุวิธีการทำไ่ม่ได้เนื่องจากคนครัวเอาทุกอย่างที่หาได้มาผัดรวมกันด้วยไฟแรง คนที่นี่บริโภคธัญพืช ข้าวเป็นอาหารจานหลัก ปรุงแต่งง่าย รับประทานง่าย

อย่างไรก็ตาม เกรินโฮล์มได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่รวมอาหารอร่อยมากที่สุดในบรูวิก มีการแข่งขันประชันฝีมือการทำอาหาร อยู่บ่อยครั้งจนชาวเมืองที่นั่นน้ำหนักขึ้นกันเป็นแถบ แต่นั่นก็เป็นกิจกรรมของผู้มีอันจะกินเท่านั้นเพราะค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องปรุงต่าง ๆ มีราคาแพงมาก

keesha-s-kitchen-9VKY7SXjHXE-unsplash.jpg

เทศกาล

ราชอาณาจักรมีวันสำคัญ และประเพณีตลอดทั้งปี ทั้งมีการป่าวประกาศ ทั้งมีงานที่จัดอย่างลึกลับ ในส่วนเทศกาลประจำกิลด์น้อยใหญ่จะจัดขึ้นในเมืองที่ตั้งของกิลด์นั้น

เทศกาลรุ่งอรุณทองคำ กินระยะเวลาตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเวลาที่ทั่วทุกบ้านจะติดตั้งกังหันลมไว้ในบริเวณตัวบ้าน เพื่อต้อนรับกระแสลมที่พัดมาจากดินแดนทางทิศตะวันออก สำหรับเหล่าเกษตรกรจะออกมาหว่านเมล็ดเสียลงพื้นดิน แม้จะอยู่ในช่วงกึ่งอากาศหนาวเย็นจนอาจไม่สามารถเพาะปลูกสิ่งต่าง ๆ ได้ตามปกติ การหว่านเมล็ดเสียลงดินถือเป็นพิธีกรรมตามความเชื่อในเรื่องการรักษาสภาพพื้นดินสำหรับการเพาะปลูกในครั้งต่อไป ผู้คนส่วนมากนิยมตื่นในตอนเช้าตรู่ เพื่อมารับคำอวยพรจากแสงอาทิตย์ยามเช้า ถือว่าเป็นเดือนแห่งความโชคดีของบรูวิก

เทศกาลอาลัยรัก ทุกปี ๆ  ช่วงหนึ่งในฤดูหนาวของเดือนธันวาคม บางครอบครัวจะมีการโปรยกลีบดอกไม้ลงลำคลองภายในเมือง เป็นการละทิ้งความทุกข์ ความสิ้นหวัง และเตรียมเข้าสู่การพักงาน พักการเพาะปลูก เข้าสู่ความสงบราวกับการจำศีล ช่วงกลางคืนจะมีงานเทศกาลดนตรี และปล่อยกระทงเทียนลอยตามน้ำ

CLIPStudioPaint_JJwECEtpIz.png

รังการ์เวลลิร์ (Rangarvellir)

เกาะขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางระหว่างมหาสมุทรฟาราเมียร์กับมหาสมุทรเอเทียอา เดินทางด้วยเรือ เป็นพื้นที่ตกสำรวจ ส่วนมากเป็นป่า อาคารรกร้าง โบราณสถานเก่าแก่ เดิมทีเคยเป็นดินแดนที่เปิดต้อนรับทุกเผ่าพันธุ์ แหล่งหาวัตถุดิบระดับสูง แร่รัตนชาติ จนกระทั่งหมอกมรณะปรากฏขึ้น เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่จู่ ๆ เผ่าพันธุ์ผีดิบก็ออกอาละวาด กินเลือดเนื้อ เข่นฆ่ามนุษย์จำนวนมาก ทำให้ทางกิลด์ต้องระงับการเดินเรือเข้าเกาะ รังการ์เวลลิร์ถูกหมอกกลืนกินไปส่วนหนึ่ง และถูกจัดให้เป็นพื้นที่อันตราย นานวันเข้าเริ่มกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกผีดิบผีดูดเลือด ไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่อีก

ไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าเหล่าผีดูดเลือดอาศัยอยู่บนเกาะร้างได้อย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่งได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น 'มีลำแสงสีขาวส่องสว่างขึ้นจากกลางเกาะ สูงขึ้นไปยังท้องฟ้าจนเหมือนเสาขนาดใหญ่' สว่างทั้งกลางวันกลางคืน สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และเป็นปริศนาที่หลายคนต้องการไปพิสูจน์

บ้างว่าเป็นคำสาป บ้างว่าถึงเวลานับถอยหลังสู่จุดจบของวาร์นเฮม

นับร้อยปีที่ลำแสงสีขาวปรากฎขึ้น ไม่มีใครทราบว่าเหล่าผีดูดเลือดส่วนมากได้ตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตในทวีปใหม่ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เฝ้ารอคอยอะไรบางอย่าง เหตุการณ์มันคงจะดำเนินแบบนี้ต่อไป จนกระทั่งหมอกสีดำเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้ง…

สิ่งที่เกิดขึ้นในรังการ์เวลลิร์น

เรื่องเล่าจากปากผู้ที่เคยอยู่อาศัยกล่าวว่า มันควรจะเป็นค่ำคืนธรรมดาเหมือนทุก ๆ วัน พวกเขาตื่นเช้า และเข้านอนตามปกติ ก่อนที่ทุกคนจะเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนสมองแทบระเบิด ตามบันทึกใช้คำว่า 'ทุกคน' เพราะไม่ทันสังเกตว่ามีใครปลอดภัยบ้าง แล้วแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นกลางเกาะ เสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด แสงสว่างนั่นคร่าชีวิตคนบนเกาะไปมาก มันร้อน เผ่าพันธุ์ธาตุมืดล้มตายจากแสงสว่างเกินร่างกายจะรับไหว บางส่วนเกิดอาการผิดปกติอย่างรุนแรง พวกเขาคลุ้มคลั่งจนทำร้ายตัวเอง ทำร้ายครอบครัว ทำร้ายผู้คนรอบตัว มันกลายเป็นสงครามโลหิตอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่สัมผัสได้จากเสียงคำรามอันบ้าคลั่งคือ ความหวาดกลัว 

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนจะคลุ้มคลั่งเสียสติ ใครที่ยังแข็งแรงพยายามพาผู้คนที่เหลืออพยพ ส่วนมากเป็นมนุษย์ มุ่งหน้าไปเมืองท่าที่ใกล้ที่สุดในคาร์เวน ชาวผีดิบบางส่วนทำใจจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไม่ได้ พวกเขาอ้างว่ามีสิ่งที่ต้องดูแลแม้แลกด้วยชีวิต พบเห็นแวมไพร์บางกลุ่มพยายามเข้าไปใกล้ลำแสงนั่น แต่ไม่มีใครกลับออกมาบอกผลลัพธ์

รังการ์เวลลิร์นถูกปล่อยทิ้งร้าง ผีดิบจู่โจมเหยื่อ และแสงสีขาวก็ยังคงส่องสว่างจนถึงทุกวันนี้ 

สถานภาพทางการเมืองระหว่างเมือง / ทวีป

ในอดีตรังการ์เวลลิร์นเป็นทวีปที่สวยงามน่าอยู่อาศัย เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้ที่ต้องการลงหลักปักฐาน แม้ว่าประชากรบนเกาะจะเป็นเผ่าพันธุ์แห่งความมืดเสียส่วนใหญ่ก็ตาม ระบบการปกครองเป็นไปในรูปแบบการปกครองโดยคนคนเดียว ผีดิบหรือแวมไพร์อาวุโสมักมีอำนาจมากกว่า ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดเช่นเดียวกับกษัตริย์ ได้อำนาจทางการเมืองมาโดยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเมื่อนานมาแล้ว 

 

เผ่าพันธุ์แห่งความมืดบางกลุ่มมีการแบ่งชนชั้นจากความบริสุทธิ์ของสายเลือด ยิ่งเลือดที่เป็นลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์เจือจางลงเท่าไหร่ยิ่งถูกกีดกันมากขึ้น ถึงขั้นไม่เป็นที่ต้อนรับ และนอกเหนือจากความบริสุทธิ์ของเลือดแล้วยังมีการนับลำดับรุ่น ด้วยความที่ผีดิบไร้ซึ่งอายุขัยสิ้นสุดทำให้มีการนับลำดับรุ่นค่อนข้างยาก ยิ่งเลขลำดับรุ่นต่ำมากเท่าไหร่ยิ่งบ่งบอกว่าผีดิบตนนั้นมีชีวิตอยู่มามากแล้ว มีอำนาจมากพอจะสั่งใช้งานผีดิบลำดับหลังกว่าหลายรุ่นได้ แต่ด้วยความเย่อหยิ่งส่วนตัวและปัจจุบันระบบชนชั้นไม่ค่อยมีผลแล้ว เลยไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องพวกนี้ 

ปัจจุบันรังการ์เวลลิร์นไม่เปิดต้อนรับผู้คน กลายเป็นเกาะร้างที่เต็มไปด้วยโบราณสถาน สมบัติที่ชาวเมืองหยิบติดมือไปไม่หมด แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ประหลาดอันตราย รวมถึงเหล่าแวมไพร์ระดับสูงที่เก็บตัวเงียบมาหลายศตวรรษ

CLIPStudioPaint_UcNUtuMUXi.png

มอเรซอค (Morezoc)

ดินแดนทิศใต้ที่กำลังถูกหมอกมรณะกลืนกิน สภาพแวดล้อมเลวร้าย ป่าเขาแห้งแล้ง เต็มไปด้วยปริศนาและสัตว์ประหลาดอันตราย ยากจะอยู่อาศัย พื้นที่บางส่วนเป็นเมืองเก่า โบราณสถานและแหล่งทำเงินของนักผจญภัยระดับสูง มีผู้ลักลอบค้าของเถื่อนแวะเวียนมา มีการก่อสงครามระหว่างกลุ่มคน

เขตชายแดนติดกับประเทศข้างเคียงเต็มไปด้วยกลุ่มควันสีดำ สัตว์ประหลาดดุร้าย พืชมีพิษ โรคระบาด สิ่งอันตรายอื่น ๆ ที่ระบุไม่ได้

สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ภูมิประเทศเป็นภูเขาหิน ป่าไม้ล้มตาย พื้นที่บางส่วนกำลังกลายเป็นทะเลทราย ด้านในยังมีทรัพยากรเหมืองแร่เหล็ก ทองและหินหลงเหลืออยู่มาก ขาดแคลนทรัพยากรทางด้านน้ำและอาหาร มีอัศวินและผู้วิเศษถูกจ้างมาประจำเขตชายแดนเพื่อเฝ้าระวังภัยและช่วยเหลือพวกไร้สมองที่อยากท้าทายอันตราย

เป็นดินแดนที่เข้มงวดเรื่องการเดินทางผ่าน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยภัยอันตราย ทั้งทางทะเลทรายและพื้นที่ภูเขา หากเป็นนักผจญภัยที่ต้องการเดินทางเพื่อฝึกฝน ควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้ในระดับหนึ่ง

กองโจรสิงโตทอง

แม้ว่ามอเรซอคจะถูกหมอกมรณะกลืนกินจนแทบไม่มีพื้นที่อยู่อาศัยแล้ว แต่กลับมีคนเคยพบเจอกลุ่มคนจำนวนมากเคลื่อนไหวภายในพื้นที่เลวร้ายนั้น ทั้งที่มีสัตว์ประหลาดอันตรายเต็มไปหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมเลวร้ายเกินจะพักแรม คนพวกนั้นกลับใช้พื้นที่รกร้างนี้ในการอยู่อาศัย ราวกับว่ามันเป็นพื้นที่หลบหนี หรือปลอดภัย? 

กองโจรสิงโตทองมีสมาชิกจำนวนมากและไม่ได้อยู่แค่มอเรซอค พวกเขาแทรกซึมไปทุกที่ บ้างออกปล้นคณะเดินทาง บ้างปล้นสดมภ์หมู่บ้านใกล้เคียงจนเกิดการปะทะกันระหว่างกองโจรสิงโตทองและกิลด์อัศวินบ่อยครั้ง  แต่ที่กองโจรนี้ยังไม่ถูกกวาดล้างเป็นเพราะแหล่งกบดานมีความลึกลับแถมอันตรายอย่างมาก แม้ปัจจุบันจะยังมีการติดตามและต่อสู้อยู่เป็นประจำ ในบางครั้งกิลด์อัศวินก็ 'จ้าง' โจรเหล่านั้นเพื่องานที่ออกหน้าไม่ได้ 

กองโจรสิงโตทองมักปล้นชิงทรัพย์สินมีค่า ไม่นิยมฆ่าเหยื่อทั้งหมด และการสะสม 'คอร์' ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของกองโจรนี้

โถงห้วงเวลาแห่งศาสนจักร

เป็นสถานที่สำคัญสำหรับนักผจญภัยทุกคน เป็นเรื่องที่รู้กับดีกว่าหลังจากได้รับ 'คอร์' แล้วจะสามารถพัฒนาความสามารถและเลื่อนระดับได้โดยอาศัยพลังของ ‘ห้วงเวลาสีทอง’ นาฬิกาทรายสีทองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่กิลด์สาขาหลักในเมืองอเมอร์ลาส มักใช้กำหนดเทศกาล วันเวลาสำคัญ ใช้พิจารณาผู้มีคุณสมบัติเป็นนักบวช รวมถึงเป็นตัวช่วยปรับสมดุลของผู้ที่ต้องการเลื่อนระดับความสามารถ

 

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เหล่านักผจญภัยที่ไม่สามารถเดินทางมายังกิลด์สาขาหลักได้ จึงมีการตักทรายใน ‘ห้วงเวลาสีทอง’ ออกมาแบ่งใส่โหลแก้ว นำไปตั้งในกิลด์สาขาย่อย เจ็ดแห่งทั่วราชอาณาจักร ตามกิลด์ใหญ่และสถานที่สำคัญอย่างเมืองหลวง ไม่สามารถแบ่งได้มากกว่านั้น

การดำเนินการเลื่อนระดับจะทำโดยนักบวชระดับสูงเท่านั้น

ทะเลสาบนกยูงสีน้ำเงิน

ทะเลสาบที่ว่ากันว่ามีมนตร์ขลังที่สุดในคากราเซีย ผ่านป่ารกทึบและหมอกลวงตา แหล่งน้ำขนาดใหญ่ในมอร์ก้ากลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนต้องการมาเยือนสักครั้งในชีวิต ไม่นับข่าวลือเรื่องทะเลสาบแห่งนี้เป็นประตูสู่ดินแดนของเหล่าเอลฟ์ ทำให้มีการบุกรุกมากขึ้น อย่างไรก็ตามทะเลสาบนกยูงสีน้ำเงินกลับไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงมาก น้ำยังคงใสสะอาด ปลาน้อยใหญ่มากมายแหวกว่ายอาศัย พืชน้ำเกาะเต็มก้อนหิน สมุนไพรหายากที่มีราคาสูง ที่สำคัญคือสิ่งของที่ผู้คนจงใจลืมเอาไว้จะถูก 'กลืน' ลงสู่ใต้ดินภายในเวลาไม่นาน

ที่มีชื่อเรียกว่าทะเลสาบนกยูงสีน้ำเงินเป็นเพราะมีพืชสมุนไพรใต้น้ำชนิดหนึ่งที่เติบโตภายในทะเลสาบนี้เท่านั้น ใบเรียวยาวสีเขียวแกมน้ำเงิน มีลวดลายช่วงปลายใบคล้ายลายบนหางนกยูง ช่วงกลางวันจะมีสีเขียวเข้ม ส่วนช่วงกลางคืนจะกลายเป็นสีน้ำเงิน

ว่ากันว่าเป็นสมุนไพรรักษาโรคที่รสชาติไม่อร่อยจนอยากตัดลิ้นเลยทีเดียว

คอสมอสดำแห่งเรือนจำเอสเปลลา

ปลายทางสุดท้ายของผู้ที่มีความผิดร้ายแรงจะมาเยือน ป้อมปราการขนาดใหญ่กลางเกาะเอสเปลลาแห่งคากราเซีย ล้อมรอบด้วยกำแพงเวทมนตร์ระดับสูงที่ไม่สามารถทำลายได้ เข้าออกทางเดียวด้วยอุโมงเวทมนตร์ และเรือที่ทางเรือนจำจัดเตรียมไว้ …มันไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว

เรือนจำอยู่ภายใต้การดูแลของกิลด์สาขาหลัก มีระบบแบ่งเขตอยู่อาศัย การทำงานหนักเบา และบทลงโทษตามความผิดที่ได้รับ นักโทษทุกคนจะถูกประทับตรารูปดอกคอสมอสดำบนร่างกาย ไม่สามารถลบออกได้ ว่ากันว่าตราประทับนี้สามารถ 'ลุกลาม' ได้หากนักโทษกระทำผิดซ้ำสองหรือหลบออกจากเรือนจำโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อดอกคอสมอสดำกระจายตัวเต็มที่จะทำให้นักโทษเข้าสู่ภาวะล้มป่วยกะทันหัน ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส ไอเป็นเลือด เกิดถุงลมปอดแตก บางรายถึงขั้นเข้าสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น บนจุดที่ถูกประทับตราจะมีรากไม้แทงงอกออกจากผิวหนัง ลุกลามปกคลุมร่างกายอย่างช้า ๆ ไม่มีข้อมูลบอกว่าท้ายที่สุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ตัวปราการมีความซับซ้อนมาก ไม่มีแปลนข้อมูลภายใน ถูกประดับตกแต่งด้วยสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ได้รับการบูรณะอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากมีนักโทษพยายามหลบหนีเป็นประจำ และสวนดอกคอสมอสดำขนาดใหญ่ที่แบ่งบานสวยงามทุกฤดู เป็นทิวทัศน์เดียวที่เหล่านักโทษได้เห็น

©2023 FAVR Community. Proudly created with Wix.com

By coffee and passion for slowlife community

bottom of page