
.png)
Fallen Ages of Varnhem Realm


ศาสนจักร
หนึ่งในกิลด์ใหญ่มากอำนาจ ศูนย์รวมของผู้ศรัทธาในแสงสว่าง มีความเป็นระบบเบียบและเคร่งครัดในตัวเองค่อนข้างสูง ดูแลครอบคลุมผู้ร่วมสังกัดด้วยกฎระเบียบที่น่าเชื่อถือ เป็นกำลังในด้านการสร้างความเชื่อ เสริมพลังจากด้านใน สนับสนุนการใช้เวทมนตร์สายสว่าง โดดเด่นด้วยศาสตร์แห่งการรักษา ทำลายคำสาป การเลื่อนขั้นของนักผจญภัย รักษาผู้บาดเจ็บด้วยเวทมนตร์และแรงศรัทธา ผู้คนในกิลด์มีความเคารพต่อนักบวชในทุกระดับชั้น ยิ่งมีระดับสูงยิ่งได้สิทธิพิเศษ โดยภาพรวมศาสนจักรมีความถือดีในตัวเองค่อนข้างสูง ไม่ค่อยเปิดรับความเห็นต่างจากฝ่ายผู้ใช้ศาสตร์มืด ศาสนจักรสาขาหลักตั้งอยู่ที่เมืองอเมอร์ลาส แยกย่อยสาขาไปตามเมืองขนาดเล็กและชุมชนในรูปแบบศาสนสถาน ศูนย์รวมจิตใจชาวเมือง เผยแพร่คำสอน มีการแสดงธรรมสั่งสอนในทางศาสนาทุกสุดสัปดาห์
แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะมองเห็นเพียงกลุ่มนักบวชแห่งแสงสว่าง แต่ภายในกิลด์ก็ยังมีการฝึกฝนการใช้เวทมนตร์ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับยาก เรียนรู้การเพิ่มความเข้มแข็งทางจิตใจด้วยการฝึกฝนลับเฉพาะ สัมผัสการอยู่ร่วมกับเวทมนตร์โดยไม่ฝืนร่างกาย แม้จะไม่โดดเด่นในเรื่องการใช้เวทมนตร์ต่อสู้ แต่ในเรื่องการรักษาและการขจัดคำสาปยังไม่มีใครสู้ได้
ชื่อเสียงของศาสนจักรโด่งดังไปทั่วหลังมีข่าวลืออกมาว่า ที่หมอกมรณะหยุดเคลื่อนไหวนั้นเป็นเพราะศาสนจักรช่วยสร้างเขตป้องกันพลังชั่วร้าย ทำให้มีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
ขณะที่กิลด์อื่น ๆ มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ ผู้ร่วมสังกัดศาสนจักรส่วนมากกลับเป็นมนุษย์ นักบวชสูงสุดเคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์นั้นมีทั้งความดีและความชั่ว อยู่กึ่งกลางในความเห็นใจและเห็นแก่ตัว หากไม่สามารถควบคุมศรัทธาในตัวเองได้ ย่อมไม่สามารถศรัทธาอะไรได้จริง มนุษย์มองเห็นทั้งความดีในความชั่ว เห็นใจผู้กระทำชั่วที่ยังมีความดีหลงเหลือ ตราบใดที่ไม่สิ้นศรัทธา แสงสว่างจะยังส่องให้เห็นทางเสมอ
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมศาสนจักรสามารถยื่นความประสงค์ได้ตั้งแต่อายุสิบหกปีเป็นต้นไป ส่วนจะผ่านและเข้าเป็นนักบวชฝึกหัดหรือไม่นั้น ตามแต่ ‘ห้วงเวลาสีทอง’ จะพิจารณา

‘ห้วงเวลาสีทอง’ เป็นนาฬิกาทรายสีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในกิลด์สาขาหลักที่เมืองอเมอร์ลาส มักใช้กำหนดเทศกาล วันเวลาสำคัญ ใช้พิจารณาผู้มีคุณสมบัติเป็นนักบวช รวมถึงเป็นตัวช่วยปรับสมดุลของผู้ที่ต้องการเลื่อนระดับความสามารถ และเพื่อการอำนวยความสะดวกแก่เหล่านักผจญภัยที่ไม่สามารถเดินทางมายังกิลด์สาขาหลักได้ จึงมีการตักทรายใน ‘ห้วงเวลาสีทอง’ ออกมาแบ่งใส่โหลแก้ว นำไปตั้งในกิลด์สาขาย่อย เจ็ดแห่งทั่วราชอาณาจักร ตามกิลด์ใหญ่และสถานที่สำคัญอย่างเมืองหลวง โดยไม่เกินเจ็ดแห่ง
ไม่สามารถระบุได้ว่าทรายสีทองมีคุณสมบัติพิเศษอะไร สามารถหลอมหรือทำปฏิกิริยาอะไรได้บ้าง และเหมือนจะมีคนเคยวิจัยเรื่องนี้ไว้ แต่บทวิจัยนั้นได้สูญหายไปนานแล้ว
‘เศษเสี้ยวของห้วงเวลาสีทอง’ ทั้งเจ็ดแห่งมีผู้คุ้มกันแน่นหนา มีนักผจญภัยแวะเวียนมาปรับสมดุลความสามารถอยู่เป็นประจำ กระทั่งคนคิดจะขโมยก็มี แต่ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้ง
สัญลักษณ์ 'คอร์' ประจำศาสนจักร
-
ปริซึมใส ขนาดนิ้วหัวแม่มือ
-
ไม่จำกัดรูปทรงหรือการตกแต่ง
-
แสงตกกระทบผ่านเป็นโทนสีเหลือง
ความเป็นอยู่ภายในกิลด์
ศาสนจักรมักไม่เรียกตัวเองว่ากิลด์ พวกเขาชื่นชอบที่จะเผยแพร่คำสอนในฐานะ ‘ศาสนจักรที่เป็นเอกเทศ’ มีชื่อเสียงกว้างขวางมากศรัทธาเนื่องจากเป็นศาสนาหลักของประเทศ ความเชื่อส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางแสงสว่าง ความดีชนะความชั่ว แสงสว่างเท่านั้นที่จะปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย การจัดการและการควบคุมกิลด์ค่อนข้าง ‘เข้มงวด’ มีกฎระเบียบแจกแจงชัดเจน หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษ ให้ความช่วยเหลือสิ่งชั่วร้ายมีโทษ ปล่อยปะละเลยหน้าที่มีโทษ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เคร่งครัดจนปิดตาข้างเดียวไม่ได้ นักบวชที่ตั้งใจเผยแพร่คำสอนผิด ๆ ก็มี นักบวชที่ตั้งใจฝึกฝนเวทมนตร์โดยไม่เคารพเทพเจ้าก็มี นักบวชที่เชื่อในศาสนจักรจนเข้าขั้นบ้าคลั่งก็มี กระทั่งผู้ที่เป็นนักบวชเพราะจำยอม
ศาสนจักรสาขาย่อยต่าง ๆ มักปรากฏในรูปแบบโบสถ์ สถานปฏิบัติธรรม นักบวชพเนจร งานส่วนใหญ่คือเผยแพร่คำสอน ชักจูงให้ผู้คนเดินหน้าเข้าสู่ความดี ปล่อยวางความคิดแง่ลบ รวมถึงการเข้าใจตนเอง
ท้ายที่สุดแล้วศาสนจักรเป็นกิลด์ที่มีความลึกลับมากที่สุด มีอำนาจในการควบคุมเครื่องมือปรับสมดุลผู้คน กล่าวอ้างว่าได้รับสาส์นจากเทพเจ้าว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร และลงมือกระทำ ‘สิ่งดี’ ต่อผู้คน
ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมศาสนจักรก็สามารถอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบาก แค่อาจต้องช่วยสวดบทส่งวิญญาณให้ชาวบ้านสักหน่อย
ความขัดแย้งระหว่างกิลด์
เป็นหนึ่งในกิลด์ใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักร มีระบบความคิดความเชื่อเอนเอียงไปทางแสงสว่างดีกว่าความมืด ความดีมักชนะความชั่ว มีเพียงแสงสว่างเท่านั้นที่จะปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ ข้อเสียใหญ่ ๆ ของคนในศาสนจักรคือเป็นพวกไม่ค่อยรับฟังความเห็นต่าง แม้จะมีคนอธิบายก็ยากที่จะเชื่อจนกว่าจะได้ทำพิธี ‘ขจัดสิ่งชั่วร้าย’ ซึ่งพิธีก็มีวิธีแตกต่างกันไป บางครั้งได้บังคับให้ประชาชนที่เข้าข่ายจะเป็น ‘แวมไพร์ฝ่ายร้าย’ เข้ารับการตรวจสอบด้วยเวทมนตร์ หรือพูดโน้มน้าวสังคมหมู่มากให้ตระหนักถึงความอันตรายของการอยู่ร่วมกับคนต่างเผ่าพันธุ์ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดปัญหาความคิดขัดแย้งกันบ่อยครั้ง เมื่อผู้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้ามาพบเจอและสัมผัสได้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีแนวคิดต่างกันก็ย่อมไม่มีใครยอมใคร
เผ่าพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังความมืดมักหลีกเลี่ยงการพบเจอกลุ่มนักบวช ทั้งความคิดและพลังขั้วตรงข้าม เข้าปะทะกันอย่างไม่มีเหตุผลคงไม่ใช่เรื่องดี
ศาสนจักรไม่สนับสนุนความรุนแรงระหว่างนักบวชด้วยกันเอง ขอให้ทุกคนอดทนและมีสติ
แต่ถึงจะดูปิดกั้นไม่ค่อยใส่ใจเรื่องละเอียดอ่อน ก็ยังมีนักบวชต่างเผ่าพันธุ์มากมาย ทั้งเผ่าพันธุ์เพื่อนบ้านอย่างมนุษย์หมาป่า นางไม้ เอลฟ์ และแวมไพร์